วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557


                                               การตลาด


ธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์

การขายสินค้าออนไลน์ สิ่งที่จำเป็นที่สุดของการค้าขายสินค้าคือการให้บริการที่รวดเร็ว คุณรู้หรือไม่ว่าใครๆ ต่างก็มีสิทธิเข้าถึงธุรกิจขายเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์เท่ากันทุกคน ดังนั้นการให้บริการจึงเป็นสิงสำคัญอันดับหนึ่ง

ต่อมาเป็นเรื่องคุณภาพของสินค้า การขายสิ้นค้าออนไลน์มีข้อเสียอย่างหนึ่งคือ ลูกค้าไม่สามารถจับต้องในตัวสินค้าได้ ดังนั้นเราควรใส่ใจในเรื่องของสินค้าตัวที่ขายด้วย ให้เลือกเอาระหว่างลูก กับ กำไลกินวันเดียวก็หมด คงเลือกไม่ยากนะค่ะ ผู้เขียนมีคติที่ว่า “สินค้ามีคุณภาพ ลูกค้าก็ย่อมมีคุณภาพ

แหล่งรับเสื้อผ้า ?

1. ตลาดโบ๊เบ๊ เริ่มตั้งแต่เวลา 02.00 น. เป็นต้นไป ต่อจากนั้นประมาณ 07.00 น. แผงลอยและอาคารพาณิชย์ก็จะเปิดขายสินค้าตลอดทั้งวัน โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นพ่อค้าแม่ค้าคนกลางจากต่างจังหวัด เข้ามารับและเลือกซื้อเสื้ผ้าสำเร็จรูปที่กำลังนิยม นำไปจำหน่าย
- โบ๊เบ๊เก่า อยู่ทางด้านริมทางรถไฟเขตปทุมวัน ตลาดแห่งนี้จะมีการขายส่งเสื้อผ้าแบบยกโหล ลักษณะการค้ามุ่งเน้นตลาดกลางภายในประเทศ
- โบ๊เบ๊ใหม่ อยู่ฝั่งเดียวกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือโรงพยาบาบหัวเฉียว มุ่งเน้นการส่งออก มีสินค้ามากกว่าตลาดโบ๊เบ๊เก่า นอกจากเสื้อผ้าแล้ว ยังมีผ้าใบ ผ้าเต็นท์ หรือของเบ็ดเตล็ดอื่นๆ อีกมากมาย
2. แพลตตินั่ม ประตูน้ำ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของพ่อค้าแม่ค้า ที่กำลังมองหาเสื้อผ้าแฟชั่น ชุดเดรส กางเกงยีนส์ รองเท้า และสินค้าแฟชั่นอื่นๆ อีกมากมายที่ทันสมัยและคุณภาพดีมาจำหน่าย เพราะเสื้อผ้าในย่านนี้ มีราคาขายส่งค่อนข้างสูงกว่าที่อื่นเมื่อเทียบกับราคาสินค้ากับตลาดค้าส่งที่แห่งอื่น แต่คุณภาพก็ต้องยอมรับว่าดีจริงๆ ค่ะ ซึ่งหากเรารับเสื้อผ้าในย่านนี้ เราอาจจะต้องไปขายปลีกหน้าร้านในราคาค่อนข้างสูงหน่อย เพราะมีราคาต้นทุนสูง แต่สินค้ากับราคาเมื่อเทียบกันและก็เหมาะสมค่ะ
3. ตลาดนัดจตุจักร ตลาดแห่งนี้มีความเป็นมายาวนานกว่า 60 ปี มีสินค้ามาวางจำหน่ายเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่ามีครบทุกอย่างกันเลยทีเดียว อีกทั้งอาหารการกินก็หาซื้อง่าย อาหารก็อร่อยราคาไม่แพง และที่ตลาดจตุจักรยังมีพวกพืชผักสวนครัว ต้นไม้ดอกไม้นานาชนิดมาวางจำหน่าย
ตลาดนัดจตุจักรเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบซื้อของและต่อรองราคา ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็น 26 โครงการ กลุ่มสินค้ามีตั้งแต่ เสื้อผ้า ต้นไม้ ของแต่งบ้าน เครื่องประดับ ของสะสม ของเก่า งานศิลปหัตถกรรม เฟอร์นิเจอร์ สัตว์เลี้ยง หนังสือเก่า อาหารพื้นเมือง สินค้าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ อีกมากมาย ในทุกวันพุธและพฤหัส ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์จะเปลี่ยนเป็นตลาดนัด รวมทั้งเป็นศูนย์รวมร้านค้าจากทุกภูมิภาคของประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่จะเรียกตลาดนัดจตุจักรว่า เป็นตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย
4. ตลาดสำเพ็ง เป็นตลาดที่รวบรวมสินค้าราคาถูกที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย หลายคนคงจะรู้จักและได้ยินชื่อเสียงของตลาดสำเพ็งมามาก เพราะเปิดให้บริการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 มาจนถึงปัจจุบัน ตลาดสำเพ็งเปิดให้บริการ 2 เวลา คือ ตลาดสำเพ็งเช้า จะเปิดให้บริการ เริ่มเวลาประมาณ ตี3 – 7 โมงเช้า ซึ่งเวลาทำการปกติของตลาดสำเพ็งนั้นจะเปิดเวลา 08.00-17.00 น.
สินค้าที่มีวางจำหน่ายส่วนใหญ่จะเป็นสินค้ากิ๊ฟช๊อป อาทิเช่น กิ๊บติดผม เครื่องประดับ ต่างหู สร้อยคอสไตล์เกาหลี สร้อยคอลูกปัด เป็นต้น แต่ที่สำเพ็งยังมีสินค้าอีกหลายประเภทวางจำหน่ายในราคาที่ถูกให้พ่อค้าแม่ค้าเลือกซื้อไปจำหน่ายไม่ว่าจะเป็น วิกผม ตุ๊กตาโมเดลญี่ปุ่น เครื่องตกแต่งบ้าน เครื่องสำอาง กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า อุปกรณ์ของใช้ในบ้าน เป็นต้น มีครบทุกอย่างจริงๆ ค่ะ5. ตลาดโรงเกลือ ด่านชายแดนอรัญประเทศ – ปอยเปต ตั้งอยู่ที่บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยอยู่ห่างจากย่านชุมชนในเทศบาลอรัญประเทศไปทางทิศตะวันออกตามแนวทางหลวงหมายเลข 33 ประมาณ 6 กิโลเมตร บริเวณนี้จะมีด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านศุลกากร สถานีตำรวจคลองลึก ตลาดการค้าโรงเกลือ และสะพานมิตรภาพไทย – กัมพูชา ซึ่งเชื่อมชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ ด่านตรวจคนเข้าเมืองจะเปิดเวลา 7.00 น. และปิดเวลา 20.00 น. ของทุกวัน
ตลาดโรงเกลือเป็นจุดศูนย์กลางการค้าชายแดน อ.อรัญประเทศ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง ให้มาเที่ยวและซื้อสินค้ากันมาก ทำให้มีกระแสเงินหมุนเวียนประมาณวันละ 10 ล้านบาท สินค้าส่วนใหญ่เป็น เครื่องอุปโภค – บริโภค เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ใช้แล้ว เครื่องตกแต่งบ้าน สินค้าจากจีนและยุโรปตะวันออก รวมทั้งยังเป็นแหล่งจ้างแรงงานกัมพูชาจำนวนมากอีกด้วย
7. สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ สินค้านำเข้ากำลังเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน เพราะมีคุณภาพดีบวกกับรสนิยมสมัยใหม่ ทำให้ง่ายต่อการขายปลีก ทำให้พ่อค้าแม่ค้าหลายเจ้านิยมนำเข้าสินค้าจำพวกเสื้อผ้าแฟชั่นหรือเครื่องประดับ รองเท้า กระเป๋า สินค้าส่วนใหญ่มาจากประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น จีน ใต้หวัน แต่ที่นำเข้ามามากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นประเทศจีน เพราะสินค้าจากประเทศจีนมีราคาต้นทุนต่ำ พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องคุณภาพของสินค้าเพราะมีทั้งเกรด A จนถึงไปจนถึงเกรด -Z เมื่อนำมาจำหน่ายหน้าร้านหรือขายปลีกผ่านทางอินเทอร์เน็ตออนไลน์ ทำให้สามารถตั้งราคาในระดับเกรดพรีเมี่ยมได้ไม่ยาก
วิธีนำเข้าจากจีน มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน วิธีที่ดีที่สุดคือให้ไปดูโรงงานผลิตด้วยตัวเองจะดีมาก หรือไม่ก็ไปติดต่อเลือกสินค้าจากพ่อค้าคนจีนด้วยตัวเองก็ได้ หรือมีอีกหนึ่งวิธี คือการนำเข้าผ่านระบบออนไลน์ส่งสินค้าแล้วใช้บริการบริษัทชิปปิ้ง ซึ่งเป็นตัวแทนผู้นำเข้าและส่งออกโดยที่เราไม่ต้องออกเดินทางไปเองบริษัทชิปปิ้งจะจัดการให้เราทุกสิ่งอย่าง ทำให้เรามีความสะดวกสะบ่ายยิ่งขึ้น สำหรับวิธีนี้ควรศึกษาหาข้อมูลให้ดีแล้วเลือกบริษัทชิปปิ้งที่ไว้ใจได้ เพียงเท่านี้การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศก็จะง่ายดายมากขึ้น

                               

                                       วิธีการตัดเย็บ


ขั้นตัดการตัดเย็บ เสื้อผ้า

การตัดเย็บเสื้อผ้า

สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มธุรกิจเสื้อผ้า หลายคนๆ อาจจะไม่รู้ว่า ก่อนที่จะเริ่มธุรกิจนี้เรา จำเป็นต้องรู้อะไรบ้าง ใช่มั๊ย ดังนั้นวันนี้เราจึงอยากมาอัพเดท ข้อมูลเพิ่มเติม สำหรับคนที่อยากจะมีขายเสื้อผ้าของตัวเองจ้า

ก่อนทำร้านเสื้อผ้าของตัวเอง สิ่งที่ต้องรู้ คือ

- การเลือกผ้า เนื้อผ้าแบบไหนที่เราต้องการ เช่นว่า ตอนนี้เมืองไทยอากาศกำลังร้อนอยู่ เสื้อกล้าม น่าจะขายดี จึงอยากทำเสื้อกล้ามขายในร้าน คำถามก็คือ เนื้อผ้าแบบไหนหล่ะ ที่เหมาะกับหน้าร้อน ซึ่งที่จริงแล้ว ทั่วไปคนซื้อผ้าส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกใช้เนื้อผ้า Cotton เบอร์ 32 ในการตัดเสื้อ เพราะว่าเป็นเนื้อผ้าที่ไม่บางแล้วก็ไม่หนาจนเกินไป หาซื้อได้ง่าย ส่วนบางคนที่อยากได้เนื้อผ้าแบบบางเฉียบ ก็ต้องเป็นเบอร์ 40 แต่ว่าก็ไม่ค่อยนิยมกันสักเท่าไหร่ เพราะราคาจะค่อนข้างแพง หรือจะตัดเสื้อผ้าแฟชั่นก็ต้อง ฤดูกาลว่าจะเป็นผ้า ชีฟอง ผ้ายืด หรือ ผ้า มาสลิน และยังมี Trend ช่วงนั้นด้วยว่า เน้นผ้าลาย หรือ ผ้าพื้น ลายดอก ลาย สก๊อต ก็มีหลายแบบ ต้องตาม Trend ให้ทัน เราอาจจะสั่งเกตุจากนิตยสารหรือเสื้อผ้าตามละคร ก็ได้

- เมื่อเลือกและซื้อผ้าได้แล้วคำถามต่อไป ก็คือ แล้วเราจะทำ แพ็ทเทิร์น กับตัดเย็บที่ไหนดีหล่ะ ??? เอาหล่ะ คำถามก็เริ่มมาเป็นชุดๆ แล้วสินะ
เริ่มต้นก็คือ เราจำเป็นที่จะต้องหาช่างตัดเย็บที่อยู่ใกล้ๆบ้านเรา นั่นแหล่ะ ดีที่สุด เพราะว่า เมื่อเวลาเรามีปัญหากับงานตัดเย็บของเรา เราก็จำเป็นที่จะต้องวิ่งไปดูงาน ที่ร้านตัดเย็บใช่มะ หรือว่า ถ้าอะไหล่ตกแต่งเสื้อเราขาด เราก็ต้องวิ่งเอาของไปให้ ดังนั้นหาที่สะดวกเราไว้นั่นแหล่ะดีที่สุด

- เมื่อได้ช่างตัดเย็บแล้ว เราก็จำเป็นต้องหาช่างแพ็ทเทิร์นด้วยใช่ม้า เพราะว่าเสื้อผ้าเราจะสวยหรือไม่นั้น แพ็ทเทิร์นก็ถือเป็นปัจจัยหลัก ที่สำคัญมากๆ เลยทีเดียวก็ว่าได้ เสื้อตัวอย่างเราออกมาสวย เมื่อตัดเย็บออกมาแล้ว มันก็จะดูดี อ่ะนะ พูดถึงเรื่องค่าแพ็ทเทิร์น พร้อมขึ้นตัวอย่าง โดยมาตรฐานจะ

อยู่ที่ประมาณ 300-500 บาท แล้วแต่ความเก่งกาจของ ช่างแพ็ทเทิร์น ซึ่งเราไม่อาจจะรู้ได้เลยว่า เค้าเก่งจริงรึเปล่า นอกจากว่า จะลองเอาแบบเสื้อที่เราอยากจะได้ ไปให้เค้าลองขึ้นดู (ทูกอย่างต้องลองนะ) เมื่อได้แพ็ทเทิร์นเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องเอามันส่งไปให้กับร้านตัดผ้า ที่เราดิวด้วย

- ช่างตัดผ้าก็จะเอาผ้าที่เราซื้อมา ไปปูบนโต๊ะตัดอีก ที ซึ่งโดยทั่วไป โต๊ะตัดหน้ากว้างจะอยู่ ประมาณ ที่ 40 นิ้ว หน้าผ้าเราก็อยู่ที่ประมาณ 36-38 นิ้ว เป็นผ้าอบกลม เค้าก็จะปูทบไปทบมาบนโต๊ะ แล้วก็วางแพ็ทเทิร์นบนผ้า พร้อมลงมือตัด ด้วยเครื่องตัดอีกที ก็ต้องใช้ฝีมือกันเล็กน้อยอ่ะนะ แต่โต๊ะตัดที่มีฝีมือจริงๆ จำเป็นที่จะต้องรู้วิธีการวางแพ็ทเทิร์นไปบนผ้าผืน ด้วยนะ ไม่งั้นจะทำให้เสียเศษผ้าเยอะ จำนวนตัวที่ตัดได้ ก็จะน้อยตามไปด้วย เราต้องคอยเน้นย้ำ คนตัด ให้เค้าช่วยตัดแบบประหยัดๆ ผ้าเราหน่อยนะ จะได้จำนวนตัวเยอะๆๆ ค่าตัดก็อยู่ที่ ประมาณ 2-3 บาท ถ้าจำนวนตัวเยอะ ค่าตัดก็จะ ถูกลง มันก็เป็นเรื่องปกติอ่ะนะ ที่ว่าถ้าทำสินค้าปริมาณเยอะ ต้นทุนก็จะถูกลงตามกัน

- อธิบายอย่างง่าย ๆ คือถ้าเราอยากรู้จริงๆ ว่าผ้า 1 กิโล หรือ 3 หลากว่า ๆ เนี่ย ตัดได้กี่ตัว พื้นฐานง่ายๆ เลย ก็คือ เอาแพ็ทเทิร์นมากางปูไปบนผ้าเลย รับรอง แม่นชัวร์ รู้แน่นอนว่า ได้กี่ตัว แต่รู้คร่าว ๆ ไว้หน่อยก็ดี เป็นต้นว่า ผ้า 1 โลจะตัดได้เสื้อกล้ามได้ 6 ตัวดังนั้น ผ้า 1 พับมี 20 กิโล ก็จะตัดได้โดยประมาณ 120 ตัว หรือถ้าจะตัดเสื้อยืดคอกลมธรรมดา size M ผ้า 1 กิโลก็
จะตัดได้ 4 ตัว รวม ๆ 1 พับก็ได้ 80 ตัว เป็นต้น ง่ายมากๆ ใช่มั๊ยหล่ะ

- เมื่อตัดผ้าเรียบร้อยแล้ว ก็ส่งเย็บ ค่าเย็บก็แล้วแต่ช่างว่าเค้าจะคิดเราเท่าไหร่ แต่โดยทั่วไปถ้าตัดแค่เสื้อกล้ามธรรมดา ก็จะอยู่ที่ประมาณ 8-10 บาทแต่ถ้าเป็นเสื้อแฟชั่น ราคาก็จะแพงขึ้นอีก เพราะว่าอะไหล่เสื้อมีหลายชิ้น แล้วราคาก็แล้วแต่ความยากง่ายของงาน ถ้ายากเค้าก็จะเรียกเราแพงอ่ะนะ แต่ของอย่างนี้ก็ต่อรองกับเค้าได้ให้ลดค่าตัดเย็บลงมาหน่อย ขึ้นอยู่กับวาทศิลป์ในการพูดแล้วหล่ะ 555

สรุป ขั้นตอนคือ
1.เราหาวัตถุดิบ ผ้าและอะไหล่ พวกกระดุม ต่างๆๆ
2.ทำแพตเทิน
3.ตัดผ้า
4.เย็บเสื้อ
5.หาเซกรางดุม ถ้ามี
6.ออกมาเป็นตัว


 


                                                                        
                                       

                          การออกแบบแฟชั่น

               

การออกแบบแฟชั่น (อังกฤษ: Fashion design) ถือเป็นศิลปะการถักทอชีวิตการเป็นอยู่ของคนลงบนเสื้อผ้า โดยใช้เวลา สถานที่ วัฒนธรรมประเพณีเป็นพื้นฐานในการสร้างสรร ในปีหนึ่งคอลเลคชั่นจะถูกแบ่งออกมาเป็นสองช่วงเวลา หนึ่งคือหน้าหนาว อีกส่วนคือหน้าร้อนและฤดูใบไม้ผลิ
 

โครงสร้าง

 นักออกแบบสิ่งถักทอสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก แบบที่ทำงานเต็มเวลากับบริษัทดัง หรือจะเป็นทำเป็นงานเสริมเพื่อแบรนด์ของตัวเองแล้วส่งให้ร้านแต่ละร้านต่อไป ฟรีแลนด์ทำงานให้ตัวเองแล้วส่งให้โรงงานทอต่อ โรงงานทอผ้ามีหน้าที่ลงป้ายบอกขนาดของแต่ละตัว บวกกับพิมการันตีคุณภาพ นักออกแบบบางคนออกแบบป้ายด้วยตัวเองเพื่อให้เข้ากับกลุ่มตลาดที่เขาตีไว้นักออกแบบบางคนเป้นนักออกแบบประจำตัวของผู้มีชื่อเสียง ในโลกของแฟชั่นชั้นสูง นักออกแบบจะส่งผลงานให้กับโรงงานที่ทำเกี่ยวกับแฟชั่นชั้นสูงอย่างเดียว โดยเฉพาะแบรนด์ดังนั้นจะมีทีมออกแบบอยู่แล้วแต่การควบคุมงานอยู่ในกำมือของเจ้าของแบรนด์อยู่ดี

คอลเลคชั่น

คอลเลคชั่นเป็นการทำงานที่นักออกแบบเอาผลงานออกแบบหลายๆ ชิ้นมาประกอบกัน เพื่อให้เกิดเทรนด์ใหญ่ในตลาดทั้งแฟชั่นชั้นสูงและตลาดใหญ่ นักออกแบบเวลาดีไซน์ต้องเอาหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาคิดด้วย ไม่ว่าจะเป็นมุมมองชองคนซื้อ ดีไซน์เก่าๆในตลาด รูปแบบของคู่แข่ง และเทรนด์ที่มีในท้องตลาดตอนนี้ รวมไปถึงซีซั่นของคอลเลคชั่นนั้นๆ

การออกแบบผ้า

ดีไซเนอร์สามารถทำงานได้หลายแบบไม่ว่าจะลงบนกระดาษ หรือทาบผ้าบนหุ่นเพื่อให้เกิดทรงของชุด หลังจากที่เสร็จก็จะเอาคนออกแบบลวดลายเข้ามาช่วย แล้วทำลายตามที่นักออกแบบต้องการ การออกแบบลวดลายถือเป็นงานที่เครียดมาก เพราะต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการทำงาน ความสวยของชุดขึ้นอยู่กับการทำลวดลายให้เข้ากัน ในที่สุดตัวอย่างก็จะถูกเอาไปลองลงบนตัวนางแบบจริง

            

                                        ประวัติ 

เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่มุนษย์ต้องการในการดำรงชีวิตเพื่อปกปิดร่างกายและให้ความอบอุ่น ความเจริญของมนุษย์ทำให้เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เสื้อผ้ายังบ่งบอกถึงลักษณะของผู้สวมใส่ได้ด้วย เช่น ฐานะ, เชื้อชาติ, ฯลฯ
Vogue fashion plate day dresses June 1919.jpg
การพัฒนาของแฟชั่นในแต่ละยุคสมัยแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น การเมือง, เศรษฐกิจ, ภูมิอากาศ, ฯลฯ ในศตวรรษที่ 20 แฟชั่นโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะปี ค.ศ. 1920 – 1930 หรือเรียกว่ายุค แฟลปเปอร์ (Flapper) ผู้หญิงสวมกระโปรงสั้นเป็นครั้งแรก และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้หญิงต้องออกจากบ้านเพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพ ดังนั้นเสื้อผ้าที่สวมใส่ย่อมเปลี่ยนไปเพื่อเอื้อประโยชน์ในผู้สวมใส่มากขึ้น กางเกงจึงเป็นที่นิยม ตั้งแต่ยุคแฟลปเปอร์เป็นต้นมา แฟชั่นของโลกได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นสากล เพราะการติดต่อสื่อสารของโลกตะวันตกและตะวันออกเป็นได้เปิดกว้างมากขึ้น มีการไปมาหาสู่กัน แฟชั่นของโลกตะวันตกจึงเข้ามามีบทบาทกับโลกตะวันออก เช่น คนไทยรณรงค์ให้สวมหมวก หรือ ผู้หญิงไทยเลิกสวมโจงกะเบน เพื่อความเป็นสากล
                       

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557



ความหมายของเครื่องแต่งกาย

       คำว่า “ เครื่องแต่งกาย “ หมายถึงสิ่งที่มนุษย์นำมาใช้เป็นเครื่องห่อหุ้มร่างกาย การแต่งกายของมนุษย์แต่ละเผ่าพันธุ์สามารถค้นคว้าได้จาก หลักฐานทางวรรณคดีและประวัติศาสตร์ เพื่อให้เป็นเครื่องช่วยชี้นำให้รู้และเข้าใจถึงแนวทางการแต่งกาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาพของการดำรงชีวิตของมนุษย์ในยุคสมัยนั้น